ข้อควรรู้เกี่ยวกับ NK Cell หรือภูมิคุ้มกันธรรมชาติกับผลที่ตามมาหากเรากำจัดหวัดที่ติดจากเชื้อไวรัสออกไม่หมด
รู้หรือไม่...ไข้หวัดคืออะไร?
ไข้หวัด (Common Cold) คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสชนิดที่ไม่รุนแรง และสามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ อาการไข้หวัดที่สามารถพบได้มี เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอจาม เสียงแหบ อ่อนเพลีย เป็นต้น นอกจากนี้ในบางกรณีอาจมีอาการอื่น ๆ ที่สืบเนื่องมาจากไข้หวัด เช่น ไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะหรือปวดหู ปวดกล้ามเนื้อ สูญเสียการรับรู้รสชาติและกลิ่น

เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัด ความรุนแรงของอาการจะมีมากในช่วง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น โดยปกติโรคไข้หวัดมักจะมีอาการประมาณ 7-10 วันในผู้ใหญ่ และ 10-14 วันในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วแต่ผู้ป่วยยังสามารถมีอาการไอต่อเนื่องได้ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่จะหายเป็นปกติ
ไข้หวัดเป็นโรคที่ไม่มียารักษาโดยตรง แต่สามารถบรรเทาอาการของไข้หวัดได้ด้วย การพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทานวิตามินซี เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันธรรมชาติ (NK Cell) ที่สามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการเจ็บป่วยให้หายเร็วขึ้น นอกจากนี้การใช้ยาก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้อาการป่วยหายได้เร็วขึ้น โดยยาที่ใช้บรรเทาอาการมี ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้คัดจมูก ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ เป็นต้น

ไข้หวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นที่จะต้องรักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อ เนื่องจากไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยตามหลักทางการแพทย์จะไม่แนะนำให้ทานยาฆ่าเชื้อหากไม่มีข้อบ่งชี้ เนื่องจากหากรับประทานยาโดยไม่จำเป็น จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะดื้อยาได้ในอนาคต
แม้ว่าไข้หวัดจะสามารถหายได้เอง แต่โรคนี้อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดไปยังอวัยวะใกล้เคียงจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การติดเชื้อที่หูชั้นกลาง ไซนัสอักเสบ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม ซึ่งโรคเหล่านี้หากไม่รีบรักษาอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้นจนเป็นอันตรายได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ ของการติดเชื้อแบคทีเรียตามหลังเชื้อไวรัส คือ ผู้ป่วยมักมีน้ำมูกและเสมหะเปลี่ยนสี จากสีใสเป็นสีเขียว และมักมีอาการไข้เป็นระยะเวลายาวนานขึ้นกว่าปกติ
สิ่งที่ป้องกันเราจากการติดเชื้อไวรัส
โดยปกติร่างกายของเรามีระบบภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องและป้องกันการติดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าหากระบบภูมิคุ้มกันของเราบกพร่องหรือไม่เพียงพอ ระดับการทำงานของ NK Cell ต่ำลงอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำภายหลังจากการติดเชื้อไวรัสได้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวตามมาได้

ในร่างกายของคนเรามี NK Cell อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 ล้านเซลล์ และมีอยู่ในเลือดประมาณ 5% ของเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte แต่ในส่วนนี้เองก็มีโอกาสลดลงได้เมื่อร่างกายอ่อนแอหรืออายุเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่า NK Cell จะมีการทำงานได้สูงสุดในช่วงอายุ 20 ปี หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ทำงานลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับโอกาสเกิดโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียดสูง ขาดวิตามินที่สำคัญ กินโปรตีนน้อย พักผ่อนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่บ่อย นอกจากนี้ผู้ที่มีการติดเชื้อบ่อย เช่น เริม งูสวัด โรคตับอักเสบ หรือเป็นหวัดบ่อยกว่าแต่ก่อน อาจเป็นสัญญาณของภูมิคุ้มกันตก หรือ มีการทำงานของ NK Cell ที่ต่ำลง
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ซึ่งสามารถให้บริการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบระดับการทำงานของ NK Cell อันเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ถึงสภาวะภูมิคุ้มกันโรค ตัวอย่างของเลือดจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจดูว่า NK Cell ทำงานได้ดีเพียงใดเมื่อเจอกับสิ่งแปลกปลอม การทดสอบนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 72 ชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงของคุณต่อการเกิดโรคและมะเร็งได้ทันที

โดยล่าสุดจากงานวิจัย Osaki Method ซึ่งคิดค้นโดย Dr. Junichi Masuyama, M.D., Ph.D. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านเซลล์ภูมิคุ้มกัน ร่วมกับทีมงานจาก NEW CITY Osaki Clinic ที่เมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่นที่ได้ตีพิมพ์ใน Cytotherapy Journal, 2016 ได้ถ่ายทอดความรู้ที่คิดค้นและพัฒนามาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวิธีที่ได้พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพที่โดดเด่นในการเพิ่มจำนวน NK Cell และเพิ่มศักยภาพในการหลั่งสารสำคัญต่าง ๆ หลังจากนำไปเพาะเลี้ยงผลพบว่า นอกจากจะเพิ่มจำนวน NK Cell ที่มีศักยภาพสูงแล้วยังสามารถนำไปใช้ในคนไข้ที่เป็นมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอีกด้วย

Osaki Method เป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีการใช้จริงในผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่น เป็นเทคนิคในการทดสอบสมรรถภาพของ NK Cell ที่ได้มาตรฐานระดับโลก ทำให้สามารถเพิ่มจำนวน NK Cell ได้เป็นจำนวนมากกว่าปกติ โดยสามารถใช้เลือดของผู้ป่วยเพียง 50 cc เพื่อเพิ่มจำนวน Activated NK Cells ได้ถึงระดับหมื่นล้านเซลล์

ในประเทศไทยมีเพียงห้องปฏิบัติการคุณภาพของ MEDEZE NK เท่านั้นที่ได้รับสิทธิในการนำเทคนิคนี้มาใช้ในการเพิ่มปริมาณ NK Cell ภายใต้การบริหารงานของ MEDEZE GROUP นอกจากนี้ MEDEZE ยังได้โอกาสเป็น partner กับ Dr. Junichi Masuyama, M.D., Ph.D. แพทย์ประจำ New City Okasi Clinic, Japan ซึ่งเป็นผู้คิดค้นเทคนิค “Highly Active NK Cell Therapy” และมีประสบการณ์ตรงในการใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1) Maggini S, Pierre A, Calder PC. Immune function and micronutrient requirements change over the life course. Nutrients. 2018 Oct;10(10):1531.
2) Gayoso I, Sanchez-Correa B, Campos C, Alonso C, Pera A, Casado JG, Morgado S, Tarazona R, Solana R. Immunosenescence of human natural killer Cells. Journal of innate immunity. 2011;3(4):337-43.
3) Masuyama JI, Murakami T, Iwamoto S, Fujita S. Ex vivo expansion of natural killer Cells from human peripheral blood mononuclear Cells co-stimulated with anti-CD3 and anti-CD52 monoclonal antibodies. Cytotherapy. 2016 Jan 1;18(1):80-90.

