ทำความรู้จัก ทหารด่านหน้าที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายเราจากมะเร็งและไวรัส กับ NK Cell (ภูมิคุ้มกันธรรมชาติ) และ เซลล์ผู้พิทักษ์ STEM Cell (เซลล์ต้นกำเนิด)
ในปัจจุบันคนเราให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทั้งออกกำลังกาย ทานอาหารเพื่อสุขภาพ ทานผัก-ผลไม้ มีฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่างๆที่มีมากขึ้น สวนสาธารณะต่างๆที่เห็นคนไปออกกำลังกายกันอย่างมากทุกช่วงอายุ คงพอจะบอกได้ว่าคนไทยหันมาสนใจสุขภาพและดูแลตนเองมากขึ้นจากปีก่อนๆ ในเมื่อเห็นว่าคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันอย่างแพร่หลายแล้วแต่ทำไมยอดคนเป็นมะเร็งและเจ็บป่วยกลับเพิ่มขึ้นๆ คงต้องบอกว่าหลังจากที่เราสามารถงดพฤติกรรมที่ไม่ดีและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ แต่ยังมีหนึ่งสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและมีประโยชน์ต่อร่างกายเราแต่หลายคนอาจมองข้ามไปนั้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันและเซลล์ต้นกำเนิด
โดยในกลุ่มเซลล์ภูมิคุ้มกันมีเซลล์หนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินนั้นก็คือ NK Cell หรือ Natural Killer Cells
Natural Killer Cells หรือ NK Cell หรืออาจเรียกว่านักฆ่าธรรมชาติ คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง (Cytotoxic lymphocyte) อยู่ในกระแสเลือดซึ่งเป็นระบบภูมิกันชนิดที่มีตั้งแต่กำเนิด (innate autoimmune) เปรียบเสมือนกองทัพทหารที่คอยปกป้อง และ กำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่นไวรัส เชื้อโรค รวมถึงเซลล์มะเร็งที่กำลังคุกคามร่างกายของเราอยู่ด้วย ซึ่งสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติในร่างกาย

NK Cell มีหน้าที่คือกำจัดเชื้อแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอการกระตุ้นจากระบบภูมิต้านทาน (Antibody) และไม่ต้องจดจำลักษณะของสิ่งแปลกปลอมชนิดนั้นๆ ก่อนเหมือนเม็ดเลือดขาวทั่วไป โดยไม่ต้องรอการกระตุ้นโดยแอนติบอดี้และสารบนผิวเซลล์(MH :histocompatibility complex) ทำให้ NK Cells มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งได้สูงกว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ
สิ่งสำคัญของ NK Cell คือการกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือไวรัส โดยที่ถ้า NK Cell กำจัดไวรัสไม่ได้ หรือ ไม่เพียงพอ ในขณะนั้นร่างกายเราก็จะอ่อนแอลงและสามารถรับเชื้อแบคทีเรียมาเพิ่มได้อย่างง่ายๆ สุดท้ายการติดเชื้อก็อาจจะลุกลามมากขึ้นได้ เช่นเดียวกับการเกิดโรคมะเร็ง
อย่างไรก็ตามในสภาวะปกติ เม็ดเลือดขาว NK Cell พบได้ค่อนข้างน้อยในกระแสเลือด โดยมีเพียง 5 % ของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte ทั้งหมด รวมทั้งจากการศึกษาพบว่า NK Cell จะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับอุบัติการณ์มะเร็งที่เพิ่มขึ้นตามอายุด้วย

ในร่างกายของคนเรามี NK Cells อยู่ที่ประมาณ 2000-5000 ล้านเซลล์ หากมีเซลล์แปลกปลอมรุกล้ำเข้ามา NK Cell จะพร้อมทำหน้าที่เผชิญหน้ากำจัดเซลล์แปลกปลอมเหล่านั้นภายใน 24 ชั่วโมง
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ที่สามารถให้บริการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบระดับการทำงานของ NK Cell ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ถึงสภาวะภูมิคุ้มกันโรค วิธีการนี้เราทดสอบโดยใช้เลือดเพียง 1 ml ตัวอย่างของเลือดจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการ เพื่อดูว่า NK Cell ทำงานได้ดีเพียงใดเมื่อเจอกับสิ่งแปลกปลอม การทดสอบนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 72ชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยแพทย์ประเมินความเสี่ยงของคุณต่อการเกิดโรคและมะเร็ง
หลังจากที่ได้รับผลการทดสอบภูมิคุ้มกันแล้ว คุณจะได้ทราบระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณ ซึ่งสามารถบ่งบอกความเสี่ยงของสุขภาพที่กำลังเผชิญอยู่ แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ในระดับต่ำ ก็ยังไม่ได้หมายความว่าคุณมีโรคหรือเป็นมะเร็งแล้ว อาจเป็นเพียงสัญญาณที่แพทย์ควรแนะนำให้มีการตรวจร่างกายและทดสอบเพิ่มเติม
หากระดับการทำงานของ NK Cell ของคุณอยู่ในระดับสูง นั่นยังคงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าในการตรวจหรือลงทุนในการรักษาเพื่อที่จะคงระดับนี้ไว้ เพื่อการส่งเสริมอายุที่จะเผชิญหน้ากับโรคต่างๆในอนาคต ด้วยการฉีด NK Cell ทำให้ร่างกายมี NK Cell ที่แข็งแรงมากๆ
ข้อแนะนำในการไปตรวจ NK Cell
สำหรับคนที่สนใจสามารถมาตรวจ NK Cell ได้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่ร่างกายพักผ่อนน้อย เครียดมาก โดยที่ก่อนไปตรวจไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมากกว่าปกติ ไม่ต้องกินน้ำมากกว่าปกติ ไม่ต้องงดอาหาร ไม่จำเป็นต้องนอนพักผ่อนมากกว่าปกติ เพราะหากคุณเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ในชีวิตประจำวันคุณไม่ได้เป็นดังนี้ ก็อาจจะทำให้ค่า NK Cell ที่ได้ไม่ตรงตามค่าจริงในชีวิตประจำวันของคุณ
หากร่างกายมี NK Cell ต่ำทำอย่างไร?
1) การเพิ่มปริมาณ NK Cells ด้วยตนเอง(วิธีนี้อาจเห็นผลไม่ชัดเจน ทั้งนี้ก็ขึ้นกับการตอบสนองของร่างกายของแต่ละบุคคล)

รับประทานอาหารให้ครบ 5หมู่ และมีประโยชน์ต่อร่างกายโดยเฉพาะผักใบเขียว เนื้อสัตว์ และนมถั่วเหลือง
งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2) ใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ
Highly active NK Cell therapy ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของคุณให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่สมบูรณ์แบบในการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงเนื่องจากความเจ็บป่วย อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือความเครียด

NK Cell ที่ถูกกระตุ้นการทำงานแล้ว เพิ่มเข้าสู่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนของเซลล์ที่กลายพันธ์ุในร่างกายของคุณและช่วยป้องการเจริญเติบโตของมะเร็งนอกจากนี้ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ที่เกิดความเสียหายจากการรักษามะเร็ง เช่นการฉายรังสี โดยเป็นการไปเพิ่มภูมิคุ้มกันโดยรวมของคุณ
หลังจากได้รู้อย่างนี้ หลายๆคนคงเห็นความสำคัญของ NK Cell กันแล้วทีนี้เรามารู้จักเซลล์ต้นกำเนิด ที่มีความสำคัญไม่แพ้ระบบภูมิคุ้มกันตนเองกันบ้างดีกว่า
ถ้าเปรียบเทียบ NK Cell เป็นเหมือนเซลล์นักฆ่าธรรมชาติในร่างกายที่คอยกำจัดสิ่งแปลกปลอม คงต้องบอกว่าร่างกายเราเองตั้งแต่เกิดมา จริงๆก็มีสิ่งที่มีค่าที่เปรียบเสมือนหลักประกันชีวิตที่ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ขาดธนาคารกลางในการเก็บสิ่งที่มีค่านี้ไว้ให้ไม่เสื่อมสภาพ สิ่งนั้นก็คือเซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ STEM CELL
สเต็มเซลล์คืออะไร
สเต็มเซลล์ คือเซลล์ธรรมชาติซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิด หรือเซลล์ตัวอ่อนที่ยังไม่มีหน้าที่ของเซลล์ ซึ่งสามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่มีขีดจำกัดและเปลี่ยนแปลงเพื่อไปเป็นเซลล์อื่นที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้
ประโยชน์ของสเต็มเซลล์ ในปัจจุบันมีการศึกษารายงานผลจากใช้สเต็มเซลล์เนื้อเยื่อในการรักษาผู้ป่วยจริงตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในผู้ป่วยหลายกลุ่มโรค ในทุกๆช่วงอายุ โดยเน้นที่การฟื้นฟูอวัยวะหรือเซลล์ต่างๆที่เสียหายไป ยกตัวอย่างเช่น ฉีดในผู้ป่วยเบาหวานเพื่อช่วยลดอัตราการใช้ยาอินซูลิน ฉีดเข้าข้อลดภาวะข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น SLE หรือโรคพุ่มพวง ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รักษาอาการบาดเจ็บของอวัยวะ เป็นต้น

ใครที่เก็บสเต็มเซลล์ได้บ้าง?
สำหรับการเก็บสเต็มเซลล์ สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ ยิ่งเก็บสเต็มเซลล์ตอนอายุน้อยมากเท่าไหร่ เราก็เชื่อว่าจะได้เซลล์ที่แข็งแรงและมีประโยชน์มากเท่านั้น เพื่อประสิทธิภาพของสเต็มเซลล์ที่ดี ยิ่งเก็บจากรกตั้งแต่ตอนแรกคลอด จะได้เซลล์สเต็มเซลล์ที่มีประโยชน์มากที่สุดและสามารถเก็บไปใช้รักษาลูกของเราในอนาคตได้

สเต็มเซลล์ในปัจจุบันมีทั้งหมด 2 ประเภท
1) สเต็มเซลล์กำเนิดเม็ดเลือด Hematopoietic Stem Cell;HSC แหล่งที่มาของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่นำมาใช้ทางคลินิกมี 3 แหล่งสำคัญ คือ

ไขกระดูก เป็นแหล่งเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่สำคัญ มีปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจำนวนมาก เก็บจากโพรงไขกระดูก เจาะเก็บจากบริเวณสะโพกบริเวณขอบกระดูกเชิงกราน ซึ่งดำเนินการเก็บในห้องผ่าตัด กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ร่างกายสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว และหลังทำแผลแล้วผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น และควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5-7 วัน
เลือดจากสายสะดือรก มีปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจำนวนค่อนข้างมาก เมื่อทารกเกิด แพทย์จะตัดสายสะดือที่ติดกับรกออกจากทารก และเจาะเลือดจากสายสะดือที่ติดกับรกเก็บไว้ ซึ่งไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้นกับทารก
กระแสเลือด โดยปกติในกระแสโลหิตจะมีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดอยู่น้อยมาก ในขั้นแรกจึงต้องฉีดยา G-CSF 4 วัน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ออกจากไขกระดูก มากระจายในกระแสเลือดให้มากพอ จึงจะเข้ากระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดทั้งนี้จะใช้เวลาเก็บครั้งละ 3 ชั่วโมง และอาจจะต้องมาเก็บ 2-3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการเก็บสเต็มเซลล์แต่ละชนิด
Bone marrow:เก็บจากไขกระดูก ต้องดมยาสลบ ไม่จำเป็นต้องใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว ปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดเพียงพอต่อการรักษา มีโอกาสถ่ายทอดการติดเชื้อไวรัส ไม่มีโอกาสถ่ายทอดโรคผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ความเสี่ยงต่อผู้บริจาคน้อยมาก
Cord blood:เก็บเลือดจากรก ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่จำเป็นต้องใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว ปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดมักไม่เพียงพอต่อการรักษา ไม่มีโอกาสถ่ายทอดการติดเชื้อไวรัส มีโอกาสถ่ายทอดโรคผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ไม่มีความเสี่ยงต่อผู้บริจาค
Peripheral:เก็บจากกระแสเลือด ไม่ต้องดมยาสลบ จำเป็นต้องใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือด ปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดมักไม่เพียงพอต่อการรักษา มีโอกาสถ่ายทอดการติดเชื้อไวรัส ไม่มีโอกาสถ่ายทอดโรคผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ไม่มีความเสี่ยงต่อผู้บริจาค

2) สำหรับ Mesenchymal Stem Cell;MSC สามารถเก็บได้จาก Placenta saving หรือ Stem Cells from CORD TISSUE เนื่องจากมีแหล่งกำเนิด Stem cell เยอะมีศักยภาพสูง และไม่เจ็บ อาจเรียกว่า Umbilical Cord Tissue Collection Process หรือ Wharton’s Jelly Collection Procedure ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงธนาคารสเต็มเซลล์ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถเก็บเซลล์ชนิดนี้ได้ เช่น MEDEZE GROUP

นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บได้จาก Adipose tissue stem cell ซึ่งประกอบไปด้วย สเต็มเซลล์ปริมาณมากเป็นวิธีที่ไม่ทำให้บาดเจ็บมาก และสร้างเซลล์สเต็มเซลล์ที่เป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงธนาคารสเต็มเซลล์ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถเก็บเซลล์ชนิดนี้ได้ เช่น MEDEZE GROUP
ต้นกำเนิดของสเต็มเซลล์มาจากไหน


โดยการเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่แรกเกิดจากเลือดสายสะดือหรือเนื้อเยื่อสายสะดือนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการเก็บดูแลรักษาสเต็มเซลล์เพิ่มขึ้นมา แต่การเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่แรกเกิดก็มีข้อดีกว่าการเก็บสเต็มเซลล์ตอนโตแล้วตรงที่
การเก็บสเต็มเซลล์ในผู้ใหญ่นั้นจะเก็บโดยการดูดไขมันจากหน้าท้อง หรือเจาะเข้าไปในกระดูกเพื่อเก็บสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นหัตถการค่อนข้างเจ็บปวด ต่างจากการเก็บเนื้อเยื่อสายสะดือในเด็กแรกเกิดที่เก็บจากสายสะดือ หรือรกที่แยกจากทารกแล้ว
แม้ว่าปัจจุบันการนำสเต็มเซลล์ไปใช้งานจะยังไม่แตกต่างกันมาก แต่สเต็มเซลล์ที่เก็บจากเนื้อเยื่อสายสะดือนั้นมีศักยภาพในการแบ่งตัวได้ เร็วกว่ามาก ซึ่งรองรับความเป็นไปในในการรักษาแบบใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เซลล์ที่เก็บจากสายสะดือยังไม่ผ่านการเจอสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี รังสีต่างๆ
โดยที่การเก็บสเต็มเซลล์นั้น หากเก็บถูกต้องผ่านห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพและควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเก็บสเต็มเซลล์ถือว่าเป็นขั้นตอนที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ได้เซลล์สเต็มเซลล์ที่มีคุณค่า มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้งานได้

สำหรับในปัจจุบันที่ใครหลายๆคนเฝ้ามองหาสุขภาพที่ดี ทั้งพยายามออกกำลังกาย ลดความอ้วน ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานพักผลไม้ พยายามสรรหาสิ่งมีประโยชน์ให้ตัวเอง เข้าคอร์สสุขภาพต่างๆ สิ่งที่อยากแนะนำเพิ่มเติมคือการหันมาสนใจตนเองจากสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว อย่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน และ เซลล์ต้นกำเนิดตามที่ได้กล่าวมา ที่มีหลักฐานงานวิจัยต่างๆมากมายอ้างอิง นอกจากจะมีประโยชน์ด้านสุขภาพและยังสามารถสร้างเสริมความงามและอ่อนวัยได้อีกด้วย แต่ในเมื่อเป็นสิ่งที่ถือว่าใหม่ในปัจจุบัน ก่อนที่จะนำมาใช้เราจำเป็นต้องหาโรงพยาบาลที่เชื่อถือได้และน่าไว้วางใจเป็นที่สุด อย่างที่ MEDEZE GROUP นับได้ว่าเป็นธนาคารฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ที่ใหญ่ที่สุดและมีประสบการณ์มากที่สุดในประเทศไทย เสนอบริการที่สุดยอดทุกด้านของเซลล์ต้นกำเนิด และ Natural Killer Cell (NK Cell) และทุกความต้องการทางการแพทย์ของคุณ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1) Maggini S, Pierre A, Calder PC. Immune function and micronutrient requirements change over the life course. Nutrients. 2018 Oct;10(10):1531.
2) Gayoso I, Sanchez-Correa B, Campos C, Alonso C, Pera A, Casado JG, Morgado S, Tarazona R, Solana R. Immunosenescence of human natural killer cells. Journal of innate immunity. 2011;3(4):337-43.
3) Pedersen BK, Ullum HE. NK cell response to physical activity: possible mechanisms of action. Medicine and science in sports and exercise. 1994 Feb 1;26(2):140-6.
4) Masuyama JI, Murakami T, Iwamoto S, Fujita S. Ex vivo expansion of natural killer cells from human peripheral blood mononuclear cells co-stimulated with anti-CD3 and anti-CD52 monoclonal antibodies. Cytotherapy. 2016 Jan 1;18(1):80-90.
5) Nair V, Talwar P, Kumar S, Chatterjee T. Umbilical cord blood transplantation and banking. Pregnancy medicine. 1st ed. Delhi: Jaypee Brothers Medical Publishers (P) Ltd. 2015:197-215.
6) Mayani H. Biological differences between neonatal and adult human hematopoietic stem/progenitor cells. Stem cells and development. 2010 Mar 1;19(3):285-98.
7) Hayani A, Lampeter E, Viswanatha D, Morgan D, Salvi SN. First report of autologous cord blood transplantation in the treatment of a child with leukemia. Pediatrics. 2007 Jan 1;119(1):e296-300.
8) Lee, J. S., Hong, J. M., Moon, G. J., Lee, P. H., Ahn, Y. H., & Bang, O. Y. (2010). A long‐term follow‐up study of intravenous autologous mesenchymal stem cell transplantation in patients with ischemic stroke. Stem cells, 28(6), 1099-1106.

