พัฒนาการทารกในครรภ์เป็นอย่างไร?
คุณแม่ควรดูแลและกระตุ้นพัฒนาการอย่างไร

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์และเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณแม่เข้าใจถึงการเติบโตของชีวิตน้อย ๆ ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สามารถดูแลโภชนาการและการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม จนถึงวันที่ลูกน้อยจะออกมาเผชิญโลกกว้างได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง
KEY TAKEAWAY
พัฒนาการทารกในครรภ์ เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิและมีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ การติดตามอย่างต่อเนื่องช่วยให้ทราบการเจริญเติบโตและสุขภาพของลูกน้อยได้เหมาะสม
การตั้งครรภ์แต่ละช่วงมีการสร้างอวัยวะ ระบบประสาท สมอง และการเพิ่มขนาดของทารกแตกต่างกัน คุณแม่จึงควรได้รับสารอาหารและการดูแลที่เหมาะสม
การวางแผนเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดือในวันคลอด เป็นการวางแผนดูแลสุขภาพของลูกน้อยและครอบครัวในอนาคต
พัฒนาการทารกในครรภ์คืออะไร และทำไมคุณแม่ต้องรู้
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ กระบวนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนกลายเป็นทารกที่พร้อมคลอดออกมา โดยในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์จะมีการสร้างอวัยวะ ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาท การเรียนรู้ลำดับพัฒนาการทารกในครรภ์ 1-9 เดือน จะช่วยให้คุณแม่เข้าใจว่า เด็กในครรภ์กำลังเติบโตอย่างไร ควรดูแลสุขภาพแบบไหน รวมถึงสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ ของลูกน้อยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
พัฒนาการทารกในครรภ์ไตรมาสที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1–12)

พัฒนาการทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการก่อกำเนิดชีวิต โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ขนาดเล็กไปสู่การสร้างอวัยวะหลักที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ดังนี้
สัปดาห์ที่ 1–4
ช่วงแรกของสัปดาห์ตั้งครรภ์ จะมีการปฏิสนธิและแบ่งตัวของเซลล์ โดยทารก 1 สัปดาห์ ยังเป็นเพียงกลุ่มเซลล์ขนาดเล็กก่อนจะพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนทารก 2 สัปดาห์ แล้วเริ่มฝังตัวอยู่ในมดลูก พร้อมสร้างรกเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต
คุณแม่หลายคนสงสัยว่า ท้อง 1 เดือน ลูกอยู่ตรงไหน? คำตอบคือ ตัวอ่อนยังอยู่ภายในโพรงมดลูกและมีขนาดเล็กมากจนยังไม่สามารถเห็นรูปร่างได้ ถือเป็นช่วงเริ่มต้นของพัฒนาการทารกในครรภ์ 1 เดือน
สัปดาห์ที่ 5–8
ในช่วงนี้ทารกในครรภ์จะเริ่มสร้างระบบประสาทและไขสันหลังอย่างรวดเร็ว แขน ขา ดวงตา หู ตับ ปอด และสมองเริ่มสร้างอย่างต่อเนื่องสายสะดือทารกพัฒนาจนสมบูรณ์
คุณแม่ส่วนใหญ่มักมีคำถามว่าทารกมีหัวใจตอนกี่สัปดาห์ คำตอบคือหัวใจดวงน้อย ๆ จะเริ่มเต้นและพัฒนาเป็นระบบไหลเวียนโลหิตในช่วงสัปดาห์ที่ 5-6
สัปดาห์ที่ 9–12
ช่วงปลายไตรมาสแรก เด็กทารกในครรภ์เริ่มมีรูปร่างคล้ายทารกมากขึ้น นิ้วมือ นิ้วเท้าแยกชัด และอวัยวะสำคัญเริ่มทำงาน โดยพัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือนนี้ ทารกจะเริ่มขยับแขนขาขยับตัวได้เล็กน้อย แต่อาจยังเร็วเกินไปที่คุณแม่จะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนั้น
ส่วนคุณแม่จะได้ยินเสียงหัวใจลูก กี่สัปดาห์นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มฟังได้ชัดเจนผ่านเครื่อง Ultrasonic Doppler ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไป
พัฒนาการทารกในครรภ์ไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 13–26)

พัฒนาการทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่หน้าท้องของคุณแม่จะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นตามลักษณะท้องของคนท้องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน และเด็กในท้องจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนี้
สัปดาห์ที่ 13–16
ทารกเริ่มมีระบบโครงสร้างกระดูกที่แข็งแรงขึ้น ลายนิ้วมือเริ่มปรากฏชัดเจน ไตเริ่มทำงานและขับถ่ายปัสสาวะลงสู่น้ำคร่ำได้แล้ว จะเห็นศีรษะ ลำตัว แขนและขาครบถ้วน นอกจากนี้ระบบสืบพันธุ์ก็เริ่มพัฒนาจนแพทย์อาจเริ่มสังเกตลักษณะที่บ่งบอกเพศได้บ้างผ่านอัลตราซาวด์ แต่โดยทั่วไปการยืนยันเพศที่แม่นยำมักทำในช่วงตรวจอัลตราซาวด์ดูโครงสร้างร่างกายอย่างละเอียด (Anatomy Scan) ที่สัปดาห์ 18-20
สัปดาห์ที่ 17–20
ช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มรู้สึกว่าลูกอยู่ตรงไหนของท้องได้ชัดขึ้น เพราะทารกขยับตัวแรงขึ้นจนสัมผัสได้ มีไขเคลือบผิวเพื่อปกป้องผิวหนัง เริ่มมีเส้นผม ขนคิ้ว และขนตาขึ้นบาง ๆ อีกทั้งพัฒนาการทารกในช่วงนี้ระบบการได้ยินเริ่มก่อตัว และจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงจากภายนอกได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ 24 เป็นต้นไป
สัปดาห์ที่ 21–26
ระบบประสาทสัมผัสและการรับรู้ของทารกพัฒนาไปไกลมาก ปอดเริ่มมีการผลิตสารลดแรงตึงผิวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจในอนาคต ขนาดทารกในครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนํ้าหนักทารกในครรภ์ช่วงนี้อาจอยู่ที่ 600-700 กรัม และมีการสะสมไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้น
พัฒนาการทารกในครรภ์ไตรมาสที่ 3 (สัปดาห์ที่ 27–40)

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกในครรภ์จะเน้นการเพิ่มน้ำหนัก การพัฒนาสมอง ปอด และระบบต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด
สัปดาห์ที่ 27–32
สมองของเด็กในครรภ์เติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถจดจำได้ดีขึ้น เปลือกตาเปิดปิดได้ ระบบประสาทสัมผัสจะไวต่อแสงและเสียงที่ส่องผ่านหน้าท้องของคุณแม่ ทารกจะดิ้นและเตะบ่อยขึ้นเนื่องจากพื้นที่ในครรภ์เริ่มคับแคบสำหรับเจ้าตัวเล็ก
กรณีคุณแม่คลอดในช่วงนี้ ทารกจะมีโอกาสรอดค่อนข้างสูง เพราะอวัยวะสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่พัฒนาจนทำงานเป็นปกติแล้ว
สัปดาห์ที่ 33–36
พัฒนาการเด็กในครรภ์ช่วงนี้ ส่วนใหญ่จะเริ่มหมุนตัวเพื่อปรับเปลี่ยนท่าเด็กในครรภ์ โดยเอาศีรษะลงสู่เชิงกรานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ในช่วงนี้มดลูกจะเริ่มบีบตัว ทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือน
สัปดาห์ที่ 37–40
หลังเฝ้าติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์ 1-40 สัปดาห์มายาวนาน ช่วงนี้ถือเป็นช่วงครบกำหนดคลอด อวัยวะทุกระบบของทารกพัฒนาเต็มที่ เล็บมือเล็บเท้าเจริญเติบโตจนสุดปลายนิ้ว ร่างกายพร้อมสำหรับการคลอดและการใช้ชีวิตภายนอกมดลูกอย่างสมบูรณ์
พัฒนาการทารกในครรภ์ 4 ด้านหลัก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก
พัฒนาการทารกในครรภ์ สามารถแบ่งออกเป็นด้านสำคัญต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการส่งเสริมและติดตาม ดังนี้
- พัฒนาการทารกในครรภ์ด้านร่างกาย
มีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักทารกในครรภ์และความยาวลำตัวอย่างต่อเนื่อง อวัยวะต่าง ๆ เจริญเติบโตและทำหน้าที่ประสานกันอย่างเป็นระบบ ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงขึ้นจนสามารถดิ้น เตะ และหมุนตัวได้
- พัฒนาการทารกในครรภ์ด้านสมองและระบบประสาท
เซลล์สมองนับพันล้านเซลล์สร้างเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่ออย่างมหาศาล เส้นรอบวงศีรษะขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับเนื้อสมองที่ซับซ้อนขึ้นในทุก ๆ สัปดาห์ตั้งครรภ์
- พัฒนาการทารกในครรภ์ด้านประสาทสัมผัส
ทารกสามารถรับรู้รสชาติของน้ำคร่ำที่เปลี่ยนไปตามอาหารที่คุณแม่รับประทาน สามารถมองเห็นแสงสว่างที่ส่องผ่านหน้าท้อง สัมผัสถึงแรงกดเมื่อคุณแม่ลูบท้อง และตอบสนองต่อเสียงรอบตัวได้
- พัฒนาการทารกในครรภ์ด้านอารมณ์และสังคม
ทารกสามารถรับรู้ถึงภาวะอารมณ์ของคุณแม่ผ่านสารเคมีและฮอร์โมนที่ส่งผ่านกระแสเลือด เริ่มมีการแสดงออกทางสีหน้า เช่น การยิ้ม การขมวดคิ้ว หรือการดูดนิ้วเพื่อสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายให้ตัวเอง
วิธีกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ สร้างลูกฉลาดตั้งแต่ในท้อง ทำอย่างไร?
คุณพ่อคุณแม่สามารถมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง ผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทำได้เป็นประจำทุกวัน ดังต่อไปนี้
สัมผัสหน้าท้อง ลูบท้องเบา ๆ ช่วยกระตุ้นการรับสัมผัสและสร้างความอบอุ่นให้ทารก
พูดคุยกับลูก พูด เล่านิทาน หรือร้องเพลง ช่วยกระตุ้นการได้ยินและพัฒนาการด้านภาษา
การเปิดเพลง ดนตรีช่วยส่งเสริมการได้ยิน อารมณ์ และพัฒนาการสมองของทารก
ออกกำลังกายเบา ๆ เดินหรือโยคะคนท้อง ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและส่งเสริมพัฒนาการของทารก
การส่องไฟฉาย ในช่วงไตรมาสสุดท้าย การใช้ไฟฉายส่องผ่านหน้าท้องและขยับไปมาเบา ๆ จะช่วยกระตุ้นเซลล์รับแสงในดวงตาและพัฒนาการมองเห็นของทารกให้ดียิ่งขึ้น
โภชนาการที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์ที่คุณแม่ควรรับประทาน มีอะไรบ้าง?
โภชนาการที่เหมาะสมมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ตลอดการตั้งครรภ์ 1-9 เดือนอย่างมาก โดยควรได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอ
กรดโฟลิก ช่วยลดความเสี่ยงความผิดปกติของระบบประสาท พบมากในผักใบเขียว บรอกโคลี และธัญพืช
โปรตีน ช่วยสร้างเซลล์ กล้ามเนื้อ และอวัยวะ พบได้ในเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง
ธาตุเหล็ก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงให้แม่และลูก พบได้ในเนื้อแดง ตับ และเลือด
แคลเซียม ช่วยพัฒนากระดูกและฟัน พบได้ในนม ผลิตภัณฑ์จากนม และปลาเล็กปลาน้อย
DHA และโอเมกา-3 สนับสนุนการพัฒนาสมองและสายตา พบได้ในปลาทะเล เช่น แซลมอน
ไอโอดีน มีบทบาทต่อการทำงานของสมองและต่อมไทรอยด์ พบได้ในอาหารทะเลหรือเกลือเสริมไอโอดีน
เตรียมพร้อมต้อนรับลูกน้อยกับบริการเก็บสเต็มเซลล์แม่และเด็ก

ตลอดช่วงการตั้งครรภ์ สายสะดือทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนจากคุณแม่ไปสู่ลูกน้อย เมื่อถึงวันคลอด เลือดสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือเป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถจัดเก็บไว้ได้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการวางแผนดูแลสุขภาพและการใช้งานในอนาคต การจัดเก็บสเต็มเซลล์ของลูกจึงถือเป็นช่วงเวลาพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหลังการคลอด และควรมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์
MEDEZE มีบริการเก็บสเต็มเซลล์แม่และเด็กที่ครอบคลุมทั้งการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ และเนื้อเยื่อสายสะดือ โดยขั้นตอนการเก็บจะดำเนินการภายหลังการคลอดและการตัดสายสะดือเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการคลอดตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ในกรณีคุณแม่ผ่าคลอด ยังสามารถปรึกษาเรื่องการเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมันของตนเองร่วมด้วยได้ตามความเหมาะสม เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพระยะยาวของทั้งคุณแม่และลูกน้อยอย่างรอบคอบในคราวเดียว
ติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์ พร้อมวางแผนเก็บสเต็มเซลล์ให้ลูกน้อย ปรึกษาที่ MEDEZE
การติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์อย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงช่วงครบกำหนดคลอด การดูแลตัวเองด้วยหลักโภชนาการที่ถูกต้องและการกระตุ้นพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ลูกน้อยคลอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง
นอกจากนี้ การวางแผนสุขภาพในระยะยาวให้ลูกน้อยก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน MEDEZE GROUP ธนาคารสเต็มเซลล์เจ้าแรก และเจ้าเดียวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ (Cell Bank) ในประเทศไทยจากกฎหมายราชกิจจานุเบกษาฉบับล่าสุด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บเซลล์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการในด้านคุณภาพและความปลอดภัย
แม้ว่าประเทศไทยจะเพิ่งมีการประกาศรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์อย่างเป็นทางการ แต่ MEDEZE ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ISO 9001:2015 และ AABB Accreditation ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมธนาคารเซลล์ทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี MEDEZE ใช้ระบบ AXP AutoXpress® Platform สำหรับการคัดแยกเซลล์แบบอัตโนมัติ ร่วมกับกระบวนการ Cryopreservation เพื่อช่วยรักษาคุณภาพและความมีชีวิตของเซลล์สำหรับการจัดเก็บในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ทารกในครรภ์แต่ละไตรมาสมีขนาด/น้ำหนักเท่าไหร่?
ไตรมาสแรกมีน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมราว ๆ 14 กรัม ไตรมาสที่สองเพิ่มเป็นประมาณ 760 กรัม และเมื่อครบกำหนดคลอด ทารกส่วนใหญ่น้ำหนักประมาณ 2,500-3,500 กรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ลูกในท้องเริ่มรับรู้และเรียนรู้ได้ตั้งแต่กี่เดือน?
หากถามว่าเด็กเริ่มมีการเรียนรู้ตอนอายุกี่เดือนในท้องแม่ โดยปกติแล้วลูกในครรภ์เริ่มมีการตอบสนองต่อเสียงบางความถี่ได้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 19 เป็นต้นไป และจะตอบสนองได้สม่ำเสมอชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนที่ 6-7 ของการตั้งครรภ์ (ประมาณสัปดาห์ที่ 24-28) จนถึงคลอด
เก็บสเต็มเซลล์ตอนคลอด ปลอดภัยกับคุณแม่และทารกไหม?
กระบวนการเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือและรก จะทำหลังจากที่ทารกคลอดออกมาและมีการตัดสายสะดือเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อทั้งตัวคุณแม่และทารกแรกเกิด