สายสะดือทารกแรกเกิด
แหล่งรวมสเต็มเซลล์ ในการรักษาโรคและฟื้นฟูสุขภาพ

สายสะดือทารกแรกเกิด แหล่งรวมสเต็มเซลล์ ในการรักษาโรคและฟื้นฟูสุขภาพ
สายสะดือทารกแรกเกิด เป็นแหล่งสำคัญของสเต็มเซลล์ที่มีคุณค่าในทางการแพทย์ เนื่องจากภายในเลือดสายสะดือมีเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย จึงถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคบางชนิด รวมถึงมีบทบาทในการฟื้นฟูสุขภาพในอนาคต
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้การเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือทารกแรกเกิดกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการวางแผนสุขภาพระยะยาว การทำความเข้าใจความสำคัญของสายสะดือทารกแรกเกิด และประโยชน์ของสเต็มเซลล์ จะช่วยให้พ่อแม่สามารถตัดสินใจวางแผนเพื่อสุขภาพของลูกและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม
KEY TAKEAWAYS
สายสะดือเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ส่งต่อสารอาหารและออกซิเจนจากแม่สู่ลูกตลอดการตั้งครรภ์
สายสะดือและเลือดจากสายสะดือเป็นแหล่งเก็บสเต็มเซลล์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาโรคและฟื้นฟูร่างกาย
การดูแลสะดือทารกหลังคลอดต้องเน้นความสะอาดและความแห้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
สะดือทารกโดยปกติจะหลุดออกเองภายใน 7-14 วัน หากเกิน 3 สัปดาห์แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์
สายสะดือเด็กแรกเกิด คืออะไร
สายสะดือ (Umbilical Cord) คือท่อเนื้อเยื่อที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างทารกในครรภ์กับรกของมารดา โดยภายในสายสะดือจะประกอบด้วยหลอดเลือดสำคัญ ได้แก่
หลอดเลือดดำ (Vein) 1 เส้น ที่นำเลือดที่มีออกซิเจนและสารอาหารสูงจากแม่ไปสู่ลูก
หลอดเลือดแดง (Arteries) 2 เส้น ที่ทำหน้าที่นำเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากทารกกลับไปสู่รกเพื่อขับออกทางระบบร่างกายของมารดา
ปกติแล้วสายสะดือทารกจะมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 50-60 เซนติเมตร และมีความหนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยมีสารลักษณะคล้ายเจลาตินที่เรียกว่าวอร์ตันเจลลี่ (Wharton's Jelly) ห่อหุ้มและปกป้องหลอดเลือดเอาไว้ไม่ให้ถูกกดทับ ซึ่งสายสะดือนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิดของสเต็มเซลล์คุณภาพสูง ทั้งในส่วนของเลือดจากสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ในอนาคต
สะดือทารกใกล้หลุดเป็นแบบไหน กี่วันหลุด
หลังจากการคลอดและแพทย์ทำการตัดสายสะดือแล้ว ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นตอสะดือ ซึ่งจะค่อย ๆ แห้งและเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา
ระยะเวลาหลังคลอด
1-3 วันแรกลักษณะของตอสะดือทารก
มีลักษณะนิ่ม สีขาวอมเหลือง หรือเขียวอ่อน
การเปลี่ยนแปลงของสะดือใกล้หลุดที่สังเกตได้
ตอสะดือยังมีความชุ่มชื้น เริ่มเหี่ยวลงเล็กน้อย
ระยะเวลาหลังคลอด
4-7 วันลักษณะของตอสะดือทารก
เริ่มแข็งตัว สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ
การเปลี่ยนแปลงของสะดือใกล้หลุดที่สังเกตได้
ตอสะดือเริ่มแห้งสนิท มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
ระยะเวลาหลังคลอด
7-14 วันลักษณะของตอสะดือทารก
แข็งและแห้งกรอบคล้ายกิ่งไม้เล็ก ๆ
การเปลี่ยนแปลงของสะดือใกล้หลุดที่สังเกตได้
เป็นช่วงเวลาที่สะดือส่วนใหญ่จะหลุดออกเองตามธรรมชาติ
ระยะเวลาหลังคลอด
หลังหลุด (1-2 วัน)ลักษณะของตอสะดือทารก
อาจมีเลือดซึมเล็กน้อยหรือมีน้ำเหลือง
การเปลี่ยนแปลงของสะดือใกล้หลุดที่สังเกตได้
แผลใต้สะดือจะค่อย ๆ สมานตัวและแห้งสนิทเป็นสะดือที่สมบูรณ์
ข้อควรรู้: หากสะดือยังไม่หลุดหลังจาก 3 สัปดาห์ หรือมีกลิ่นเหม็น มีหนอง และผิวหนังรอบสะดือบวมแดง ควรรีบพาทารกไปพบแพทย์ทันที
ปัญหาและภาวะแทรกซ้อนของสายสะดือทารกที่พบได้บ่อย

แม้ว่าโดยปกติสะดือจะหลุดได้เองตามธรรมชาติ แต่ในบางกรณีอาจเกิดปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง ดังนี้
สะดืออักเสบ (Omphalitis): สังเกตได้จากผิวหนังรอบโคนสะดือบวม แดง ร้อน และทารกอาจมีไข้หรือดูซึมลง
สะดือมีกลิ่นเหม็นและมีหนอง: มักเกิดจากการสะสมของแบคทีเรียเนื่องจากความอับชื้น
ภาวะสะดือเป็นติ่งเนื้อ (Umbilical Granuloma): หลังจากสะดือหลุดแล้ว อาจมีเนื้อเยื่อสีแดงนิ่ม ๆ เหลืออยู่และมีน้ำเหลืองซึมตลอดเวลา ซึ่งต้องให้แพทย์ช่วยรักษาด้วยการจี้ออก
ไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical Hernia): หรือที่เรียกกันว่าสะดือจุ่น เกิดจากกล้ามเนื้อหน้าท้องปิดไม่สนิท ทำให้ลำไส้ดันออกมาเวลาทารกร้องไห้ มักจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น
ข้อดี ข้อเสีย ของการตัดสายสะดือทารกช้าลง
ปัจจุบันการตัดสายสะดือช้าลง ประมาณ 1-3 นาทีหลังคลอด เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากผลการวิจัยพบประโยชน์ต่อทารกในระยะยาว แต่ก็มีข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป
ข้อดี: ช่วยให้ทารกได้รับธาตุเหล็กสะสมมากขึ้น ลดภาวะโลหิตจางในขวบปีแรก
ข้อเสีย: อาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อยต่อภาวะตัวเหลือง (Jaundice)
ระบบไหลเวียนเลือดข้อดี: ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงและปริมาณเลือดเข้าสู่ร่างกายทารกได้ดีขึ้น
ข้อเสีย: ต้องติดตามระดับบิลิรูบินในเลือดอย่างใกล้ชิดหลังคลอด
พัฒนาการข้อดี: มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าส่งผลบวกต่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวในช่วงวัยเด็ก
ข้อเสีย: อาจไม่สามารถทำได้ในกรณีที่ทารกต้องการการกู้ชีพเร่งด่วน
- ระดับธาตุเหล็ก
การเก็บรักษาสายสะดือลูก มีกี่แบบ
อย่างที่ทราบกันว่าสายสะดือนั้นแฝงไปด้วยสเต็มเซลล์ ที่เป็นสารพันธุกรรมล้ำค่าที่ช่วยปกป้องสุขภาพลูกน้อยได้ในอนาคต ซึ่งการเก็บรักษาสเต็มเซลล์จากสายสะดือสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
การเก็บเลือดจากสายสะดือ (Cord Blood Banking) : เป็นการเก็บสเต็มเซลล์ชนิดเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells - HSCs) ที่เหลืออยู่ในสายสะดือหลังคลอดไปจัดเก็บไว้ เนื่องจากเลือดส่วนนี้อุดมไปด้วยสเต็มเซลล์ที่มีศักยภาพในการรักษาโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคที่เกี่ยวกับระบบเลือด มะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การเก็บเนื้อเยื่อสายสะดือ (Cord Tissue Banking) : เป็นการเก็บสเต็มเซลล์ชนิดมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cells - MSCs) จากผนังสายสะดือ ซึ่งมีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ กระดูก และไขมัน มีศักยภาพสูงในการฟื้นฟูความเสื่อมของร่างกายและรักษาโรคเรื้อรัง
อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีการเก็บสายสะดือทารกด้วยการเก็บสเต็มเซลล์แล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่สามารถเก็บรักษาสายสะดือได้อีก เช่น การเก็บรักษาแบบวิธีดั้งเดิมอย่างการผึ่งลมให้แห้ง เป็นต้น
ทำไมการเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือทารกจึงสำคัญ ดียังไง

การตัดสินใจเก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอดในวันที่เด็ก ๆ ลืมตาเกิดมาดูโลกนั้น คือการสร้างหลักประกันสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากสเต็มเซลล์จากสายสะดือทารกมีข้อดีต่อสุขภาพมากมาย ดังนี้
สามารถใช้ฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคได้หลากหลายประเภท
เต็มเซลล์ชนิดเนื้อเยื่อสามารถนำมาใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟูภาวะเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคสมองพิการ รวมไปถึงสเต็มเซลล์ชนิดเม็ดโลหิตได้รับการรับรองในการรักษาโรคกว่า 80 ชนิดตามมาตรฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่โรคเลือดเช่น ธาลัสซีเมียชนิดเฉียบพลัน มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น
เข้ากับคนในครอบครัวได้ง่ายกว่า
สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือทารก เป็นสเต็มเซลล์จากแหล่งที่สดใหม่ สะอาด และมีความปลอดภัยสูง จึงเหมาะสำหรับการจัดเก็บไว้ใช้ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเก็บตั้งแต่แรกเกิด โอกาสที่เนื้อเยื่อจะเข้ากันได้กับเจ้าของเซลล์หรือคนในครอบครัวก็มีมากกว่าการรอรับจากผู้บริจาคทั่วไป นอกจากนี้ สเต็มเซลล์จากสายสะดือยังมีความอ่อนเยาว์ แบ่งตัวได้ดี และมีศักยภาพในการฟื้นฟูร่างกายได้สูงกว่าสเต็มเซลล์จากผู้ใหญ่ จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการวางแผนสุขภาพระยะยาวของทั้งเด็กและครอบครัว
โอกาสสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
การเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือเป็นโอกาสสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต คือช่วงไม่กี่นาทีขณะคลอด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เซลล์ยังมีคุณภาพสูงและพร้อมนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากปล่อยผ่านไป จะไม่สามารถกลับมาเก็บได้อีก และการเก็บจากแหล่งอื่นก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า ดังนั้นการตัดสินใจเก็บตั้งแต่แรกเป็นการวางแผนสุขภาพระยะยาวที่ดีต่ออนาคตของลูก
เหตุผลที่คุณควรเลือกเก็บสเต็มเซลล์สายสะดือกับ MEDEZE
MEDEZE Group (เมดีซ กรุ๊ป) เป็นธนาคารรับฝากสเต็มเซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ที่ถูกกฏหมายแห่งเดียวในประเทศไทย ได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในองค์กรที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีชีวภาพและมาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การวิเคราะห์ การคัดแยก การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการจัดเก็บสเต็มเซลล์อย่างครบวงจร
องค์กรยังได้รับการรับรองมาตรฐานจาก AABB พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีขั้นสูง AXP AutoXpress® Platform มาใช้ในกระบวนการคัดแยกเซลล์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาคุณภาพของเซลล์ในระยะยาว ภายใต้ระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001:2015
นอกจากนี้ MEDEZE Group ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการ ATMPs Sandbox ซึ่งเป็นโครงการพัฒนานวัตกรรมด้านสเต็มเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อรองรับแนวโน้มการรักษาในอนาคต ทั้งในด้านโรคเสื่อม และการดูแลสุขภาพเชิงฟื้นฟู
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
สเต็มเซลล์จากจากเลือดสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือ ต่างกันอย่างไร?
สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ (HSC) ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดและเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ใช้รักษาโรคทางเลือดได้หลากหลาย ส่วนสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือ (MSCs) จะโดดเด่นในเรื่องของการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท โดยทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติต่างกันแต่สามารถทำงานเสริมกันเพื่อดูแลสุขภาพได้อย่างครอบคลุม
วิธีเช็ดสะดือทารก มีขั้นตอนเบื้องต้นอย่างไรบ้าง
สำหรับการดูแลและเช็ดทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิด มีขั้นตอนที่สามารถทำตามได้ดังต่อไปนี้
ก่อนสัมผัสสะดือทารกทุกครั้ง ต้องล้างมือด้วยสบู่เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคไปสู่ลูกน้อย
ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว หรือแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้
เริ่มเช็ดจากโคนสะดือ บริเวณส่วนที่ติดกับผิวหนังท้อง จากนั้นวนขึ้นไปหาปลายสะดือ โดยเช็ดไปในทิศทางเดียว ไม่ควรเช็ดวนซ้ำไปมา
สามารถดึงตอสะดือขึ้นเบา ๆ เพื่อให้สำลีเข้าไปเช็ดถึงบริเวณซอกโคนสะดือได้ ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเจ็บ เพราะบริเวณตอสะดือไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึ
หลังจากทำความสะอาดสะดือเรียบร้อยแล้ว ควรใช้สำลีแห้งซับเบา ๆ และปล่อยให้ถูกอากาศเพื่อให้แห้งเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้แป้งฝุ่นโรยบริเวณสะดือ เพราะจะทำให้เกิดการหมักหมม
ถ้าสายสะดือลูกหลุดก่อนเวลา ควรทำอย่างไร?
หากสะดือหลุดก่อน 7 วันแต่แผลแห้งดีและไม่มีอาการบวมแดง ให้ดูแลตามปกติ แต่หากมีเลือดออกมากหรือมีน้ำเหลืองซึมไม่หยุด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คว่ามีการอักเสบหรือภาวะเลือดออกผิดปกติหรือไม่
เก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือทารก เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนกับ MEDEZE
สายสะดือทารกแรกเกิดไม่ใช่เพียงสิ่งที่ถูกตัดทิ้งหลังคลอด แต่เป็นแหล่งสำคัญต่อทั้งการดูแลสุขภาพในช่วงแรกของชีวิตและโอกาสทางการแพทย์ในอนาคต และโอกาสในการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดและเนื้อเยื่อสายสะดือมีได้เพียงครั้งเดียวในช่วงคลอด การเลือกผู้ให้บริการที่ได้มาตรฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญ
MEDEZE ในฐานะผู้นำธนาคารสเต็มเซลล์อันดับ 1 ในอาเซียน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณมั่นใจได้อย่างสูงสุด ด้วยมาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการรับรองจาก AABB ครอบคลุมทั้งการคัดแยก เพาะเลี้ยง และแช่แข็งสเต็มเซลล์จากเลือดและเนื้อเยื่อสายสะดือ ภายใต้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AXP AutoXpress® Platform และระบบจัดเก็บแบบ Cryopreservation ในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อระบบปิด (Closed System) ที่มีความเข้มงวดสูงสุด เพื่อรักษาศักยภาพของเซลล์ให้พร้อมใช้งานได้ในระยะยาว
การลงทุนในนวัตกรรม Precision Medicine ร่วมกับ MEDEZE ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อการดูแลลูกน้อยในวันหน้า แต่คือการเตรียมความพร้อมด้วยนวัตกรรมการรักษาระดับสูง (Advanced Therapy Medicinal Products) ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
Search Articles
Latest Articles
สายสะดือทารกแรกเกิด แหล่งรวมสเต็มเซลล์ ในการรักษาโรคและฟื้นฟูสุขภาพ
What are Mesenchymal Stem Cells (MSCs)? Exploring Their Benefits and Potential
What is Adipose Tissue? Can Fat Tissue Really Help with Anti-Aging?
Understanding Modern Innovation: NK Cells in Eliminating Cancer Cells and Virus-Infected Cells
What are NK Cells? The Immune Cells that Combat Viruses and Cancer Cell
