ภูมิคุ้มกันบำบัด นวัตกรรมการแพทย์เพื่อความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นแนวทางการรักษาที่ใช้ศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ในร่างกายต่อสู้กับโรค โดยเฉพาะมะเร็งที่มักหลบเลี่ยงการตรวจจับของเซลล์ภูมิคุ้มกันได้ ปัจจุบันภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ทั่วโลก เพราะเป็นการรักษาที่ทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง
บทความนี้จะอธิบายหลักการทำงาน รูปแบบการรักษา ผลข้างเคียง และการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการรักษานี้ได้ชัดเจน
KEY TAKEAWAY
ภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ปรับให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำและกำจัดมะเร็งเอง ก่อนตัดสินใจรักษา ผู้ป่วยจึงควรสอบถามแพทย์ว่ากลไกนี้เหมาะกับมะเร็งของตนเองหรือไม่
ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งทุกรายที่ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง แพทย์ต้องตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น PD-L1 หรือ MSI-H/dMMR ก่อน จึงควรสอบถามผลตรวจนี้ก่อนเริ่มวางแผนการรักษา
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีผลข้างเคียงเฉพาะที่ต่างจากเคมีบำบัด เช่น ผื่นผิวหนัง ลำไส้อักเสบ หรือต่อมไร้ท่อผิดปกติ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติระหว่างการรักษา
ภูมิคุ้มกันบำบัดราคาแตกต่างกันตามชนิดยา จำนวนรอบ และสถานพยาบาล ผู้ที่สนใจควรสอบถามค่าใช้จ่ายโดยประมาณจากแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อวางแผนการรักษาได้เหมาะสม
การฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดและ NK Cell เป็นทางเลือกเตรียมพร้อมล่วงหน้า ไม่ใช่การรับประกันผลการรักษา ผู้สนใจจึงควรเลือกธนาคารเซลล์ที่มีมาตรฐานและการรับรองที่ตรวจสอบได้
ภูมิคุ้มกันบำบัดคืออะไร
ภูมิคุ้มกันบำบัด คือการรักษามะเร็งโดยกระตุ้น เสริม หรือปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ให้ตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง (Cancer Cells) ได้ดีขึ้น ในทางการแพทย์ Immunotherapy คือการรักษาในกลุ่มการบำบัดทางชีวภาพ (Biological Therapy) ที่ใช้สารจากสิ่งมีชีวิต หรือสารที่ออกแบบให้เลียนแบบกลไกของร่างกาย
ภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลายรูปแบบ เช่น ยาต้านจุดตรวจภูมิคุ้มกัน (Immune Checkpoint Inhibitors) การถ่ายโอนเซลล์ T (T-cell Transfer Therapy) และวัคซีนรักษามะเร็ง (Cancer Vaccines) โดยยากลุ่มแรกช่วยยับยั้งกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้หลบเลี่ยงเซลล์ T ทั้งนี้ ผลข้างเคียงของภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากเคมีบำบัด และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
ภูมิคุ้มกันบำบัดทำงานอย่างไรกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งด้วยสารเคมีโดยตรง แต่ปรับให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยกลับมาจดจำและกำจัดเซลล์มะเร็งได้ กลไกของภูมิคุ้มกันบำบัดแบ่งเป็นขั้นตอนหลักดังนี้
ระบบภูมิคุ้มกันเฝ้าระวังเซลล์ผิดปกติ เซลล์ T (T Cell) จดจำแอนติเจน (Antigen) บนผิวเซลล์มะเร็งและเข้าทำลายเซลล์นั้น ส่วนเซลล์เพชฌฆาตธรรมชาติ (NK Cell) ทำหน้าที่ตรวจจับและกำจัดเซลล์ผิดปกติเช่นกัน กระบวนการนี้เรียกว่า Immune Surveillance
เซลล์มะเร็งหลบเลี่ยงการทำลาย เซลล์มะเร็งบางชนิดสร้างโปรตีน PD-L1 ที่จับกับตัวรับ PD-1 บนเซลล์ T เพื่อส่งสัญญาณยับยั้ง ทำให้เซลล์ T ลดการทำงาน เรียกว่า Immune Evasion
ยากลุ่ม Immune Checkpoint Inhibitors ยาจับกับ PD-1, PD-L1 หรือ CTLA-4 เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณยับยั้งส่งถึงเซลล์ T ทำให้เซลล์ T กลับมาทำงานต่อต้านเซลล์มะเร็งได้
เพิ่มความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง ใน CAR-T Cell Therapy แพทย์นำเซลล์ T ของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมให้มีตัวรับแอนติเจนไคเมอริก (Chimeric Antigen Receptor: CAR) แล้วส่งกลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้จดจำและทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมาย
ความจำของระบบภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยบางราย เซลล์ T ความจำ (Memory T Cell) อาจช่วยให้การตอบสนองต่อการรักษาคงอยู่ได้นานหลังหยุดยา ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับชนิดมะเร็งและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
รูปแบบของภูมิคุ้มกันบำบัดมีอะไรบ้าง?

ภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลายรูปแบบ แบ่งตามกลไกและชนิดของเซลล์หรือสารที่ใช้ รูปแบบหลักของภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งในปัจจุบันมี 5 กลุ่ม ดังนี้
ยาต้านจุดตรวจภูมิคุ้มกัน (Immune Checkpoint Inhibitors)
ยากลุ่มนี้เป็นแอนติบอดีที่ยับยั้งโปรตีนควบคุมภูมิคุ้มกัน เช่น PD-1, PD-L1 และ CTLA-4 ซึ่งเซลล์มะเร็งบางชนิดใช้หลบเลี่ยงเซลล์ T ตัวอย่างยา ได้แก่ pembrolizumab และ nivolumab (PD-1) atezolizumab และ durvalumab (PD-L1) รวมถึง ipilimumab (CTLA-4) ให้ยาทางหลอดเลือดดำเป็นรอบตามแผนการรักษา ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) เป็นข้อบ่งใช้ที่พบบ่อย ส่วนมะเร็งเมลาโนมา (Melanoma) และมะเร็งไตก็ใช้ยากลุ่มนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น ระดับ PD-L1 ประกอบการเลือกยา
การบำบัดด้วยเซลล์เพชฌฆาตธรรมชาติ (NK Cell Therapy)
เซลล์เพชฌฆาตธรรมชาติ (NK cell) เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ตรวจจับและทำลายเซลล์ผิดปกติได้โดยไม่ต้องผ่านการกระตุ้นมาก่อน การบำบัดทำโดยเก็บ NK Cell จากผู้ป่วยหรือผู้บริจาค นำไปเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ (Ex Vivo Expansion) แล้วให้กลับเข้าสู่ร่างกาย ปัจจุบันวิธีนี้ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) จึงควรปรึกษาแพทย์ถึงข้อบ่งใช้และความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
การบำบัดด้วยเซลล์ CAR-T
CAR-T Cell Therapy เป็นรูปแบบของภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งที่ปรับแต่งเซลล์ของผู้ป่วยแต่ละราย โดยนำเซลล์ T มาดัดแปลงพันธุกรรมให้มีตัวรับแอนติเจนไคเมอริก (Chimeric Antigen Receptor: CAR) เพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ แล้วให้กลับเข้าสู่ร่างกายหลังการให้ยาเคมีบำบัดเตรียมร่างกาย (Lymphodepleting Chemotherapy) ปัจจุบันใช้ในมะเร็งเม็ดเลือดบางชนิด เช่น B-cell Lymphoma, B-cell Acute Lymphoblastic Leukemia และ Multiple Myeloma ส่วนการใช้ในมะเร็งก้อนแข็ง (Solid Tumor) ยังอยู่ระหว่างการวิจัย
วัคซีนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง (Cancer Vaccines)
วัคซีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มป้องกัน เช่น วัคซีน HPV ที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัสอันเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีที่ลดความเสี่ยงมะเร็งตับ ส่วนกลุ่มรักษา (Therapeutic Cancer Vaccines) ช่วยกระตุ้นเซลล์ T ให้จดจำแอนติเจนของเซลล์มะเร็ง ตัวอย่างคือ sipuleucel-T ที่ใช้ในมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายบางกลุ่ม วัคซีนรักษาส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการวิจัย
ไซโตไคน์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Cytokines)
ไซโตไคน์ (Cytokines) เป็นโปรตีนที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน ยาที่นำมาใช้ ได้แก่ Interleukin-2 (IL-2) ในมะเร็งเมลาโนมาและมะเร็งไตระยะแพร่กระจาย และ Interferon-alpha (IFN-α) ในมะเร็งบางชนิด ปัจจุบันใช้ลดลง เพราะมีผลข้างเคียงมากและมียากลุ่มใหม่ที่ให้ผลดีกว่าในหลายข้อบ่งใช้ แพทย์จึงเลือกใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็งชนิดใดได้บ้าง
ภูมิคุ้มกันบำบัดใช้รักษามะเร็งได้หลายชนิด แต่ผลการรักษาแตกต่างกันตามชนิด ระยะ และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ของมะเร็ง ตัวอย่างมะเร็งที่ใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดได้ มีดังนี้
มะเร็งปอด ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งปอดใช้ในมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (NSCLC) และชนิดเซลล์เล็ก (SCLC) ระยะลุกลามบางกลุ่ม โดยแพทย์พิจารณาระดับ PD-L1 และตัวบ่งชี้อื่นประกอบ
มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ใช้ได้ทั้งระยะแพร่กระจาย และหลังการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำ
มะเร็งไต (Renal Cell Carcinoma) และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Urothelial Carcinoma) ใช้ยาต้านจุดตรวจภูมิคุ้มกันทั้งแบบเดี่ยวและร่วมกับยาอื่น ส่วนมะเร็งกระเพาะปัสสาวะระยะที่ยังไม่ลุกลามเข้ากล้ามเนื้อ ยังใช้ BCG ฉีดเข้ากระเพาะปัสสาวะ (Intravesical BCG) ซึ่งจัดเป็นภูมิคุ้มกันบำบัดรูปแบบหนึ่ง
มะเร็งเต้านม ใช้ในบางกลุ่ม โดยเฉพาะชนิด Triple-Negative Breast Cancer (TNBC) ร่วมกับเคมีบำบัด
มะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma) และมะเร็งทางเดินน้ำดี (Biliary Tract Cancer) ใช้ในระยะลุกลามหรือผ่าตัดไม่ได้ ร่วมกับยาอื่นตามสูตรที่แพทย์กำหนด
มะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยระยะลุกลามบางกลุ่ม
มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งโพรงมดลูก ใช้ในระยะลุกลามหรือกลับเป็นซ้ำบางกลุ่ม โดยมะเร็งโพรงมดลูกแพทย์พิจารณาชนิด dMMR ประกอบ
มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) ได้ประโยชน์ชัดเจนในกลุ่มที่มีความผิดปกติของระบบซ่อมแซมดีเอ็นเอ ได้แก่ MSI-H หรือ dMMR เป็นหลัก
มะเร็งก้อนแข็งชนิดอื่นที่มี MSI-H หรือ dMMR ยา pembrolizumab ได้รับอนุมัติจาก FDA สำหรับมะเร็งกลุ่มนี้ที่ผ่าตัดไม่ได้หรือแพร่กระจาย โดยไม่จำกัดตำแหน่งของมะเร็ง
มะเร็งเม็ดเลือดและต่อมน้ำเหลือง ใช้ยาต้านจุดตรวจภูมิคุ้มกันใน Hodgkin Lymphoma และใช้ CAR-T ใน B-cell Lymphoma, B-cell ALL และ Multiple Myeloma
มะเร็งต่อมลูกหมาก ใช้ได้จำกัด เช่น sipuleucel-T ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
การใช้ยาแตกต่างกันตามหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศ และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ผู้ป่วยแต่ละรายจึงต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง เช่น ตรวจ PD-L1, MSI-H/dMMR และ Tumor Mutational Burden (TMB) แพทย์อาจใช้ร่วมกับเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า การฉายรังสี หรือการผ่าตัด ดังนั้น Immunotherapy มะเร็ง ราคาจึงแตกต่างกันตามชนิดมะเร็งและแผนการรักษา
ความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องต่อได้ที่ ยีนเด่น ยีนด้อย และทำความรู้จักเซลล์ต้นกำเนิดในทางการแพทย์
ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากแนวทางการรักษามะเร็งแบบเดิมอย่างไร?

ภูมิคุ้มกันบำบัดและเคมีบำบัด (Chemotherapy) ต่างมีเป้าหมายกำจัดเซลล์มะเร็ง แต่กลไก ผลข้างเคียง และการเลือกใช้แตกต่างกันชัดเจน ดังนี้
กลไกการออกฤทธิ์ เคมีบำบัดใช้สารเคมีเข้าไปยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ที่เติบโตเร็ว ซึ่งรวมถึงเซลล์มะเร็ง ส่วนภูมิคุ้มกันบำบัดกระตุ้นและปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำและกำจัดเซลล์มะเร็งเอง
ผลข้างเคียง เคมีบำบัดมักทำให้ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน และเม็ดเลือดขาวต่ำ เพราะทำลายเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็วไปด้วย ส่วนภูมิคุ้มกันบำบัดมีผลข้างเคียงจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป เช่น ผื่นผิวหนัง ลำไส้อักเสบ หรือต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ ซึ่งมีลักษณะต่างจากเคมีบำบัด
ระยะเวลาเห็นผลและความคงอยู่ เคมีบำบัดมักเห็นผลลดขนาดก้อนมะเร็งได้เร็ว แต่เมื่อหยุดยา เซลล์มะเร็งที่เหลืออาจกลับมาแบ่งตัวใหม่ ภูมิคุ้มกันบำบัดอาจเห็นผลช้ากว่าในช่วงแรก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต้องใช้เวลาปรับตัว แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีผลการตอบสนองคงอยู่ได้นานกว่าหลังหยุดยา จากเซลล์ความจำของระบบภูมิคุ้มกัน
การเลือกผู้ป่วย เคมีบำบัดใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิดโดยไม่จำเป็นต้องตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพก่อนเสมอไป ส่วนภูมิคุ้มกันบำบัดต้องอาศัยการตรวจตัวบ่งชี้ เช่น PD-L1 หรือ MSI-H/dMMR เพื่อประเมินโอกาสตอบสนองต่อยา ทำให้ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่เหมาะกับวิธีนี้
ค่าใช้จ่าย ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ราคา มักสูงกว่าเคมีบำบัดทั่วไป เนื่องจากกระบวนการผลิตยาและการตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นกับชนิดยา จำนวนรอบการรักษา และสถานพยาบาล
การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางในแต่ละราย และการดูแลสุขภาพร่างกายให้พร้อมล่วงหน้าก็มีส่วนช่วยเช่นกัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนดูแลสุขภาพของลูกน้อยได้ที่ เก็บสเต็มเซลล์ลูก
ผลข้างเคียงของภูมิคุ้มกันบำบัดที่ควรรู้
ภูมิคุ้มกันบำบัดช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับมะเร็ง แต่การกระตุ้นนี้อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปจนส่งผลต่ออวัยวะปกติ ผลข้างเคียงของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดพบได้หลายรูปแบบ ดังนี้
ผิวหนัง: ผื่นคัน ผื่นแดง มักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการรักษา
ระบบทางเดินอาหาร: ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ (Colitis) หรือมีถ่ายเป็นเลือด
ระบบทางเดินหายใจ: ไอ หายใจลำบาก จากภาวะปอดอักเสบ (Pneumonitis)
ระบบต่อมไร้ท่อ: ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือต่อมใต้สมองอักเสบ กระทบต่อระดับฮอร์โมน
ตับ: เอนไซม์ตับสูงขึ้น หรือมีภาวะตับอักเสบ
อาการทั่วไป: อ่อนเพลีย มีไข้ หรือคลื่นไส้ ซึ่งอาจรุนแรงขึ้นหากใช้ยาร่วมกันหลายชนิด
อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือนแรกของการรักษา โดยความรุนแรงอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย หากพบอาการผิดปกติควรแจ้งแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม นอกจากการดูแลสุขภาพเมื่อเกิดความเจ็บป่วยแล้ว การวางแผนสุขภาพของครอบครัวในระยะยาว เช่น การศึกษาว่า Cord Blood คืออะไร ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญมากขึ้น
เตรียมพร้อมรับมือมะเร็งล่วงหน้าด้วยการฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดและ NK Cell

นอกจากการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเมื่อพบมะเร็งแล้ว การเตรียมพร้อมล่วงหน้าก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายคนเริ่มให้ความสนใจ การฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) หรือเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น NK cell จากเซลล์ต้นกำเนิดในเลือดและเนื้อเยื่อสายสะดือทารก อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้ด้านภูมิคุ้มกันบำบัดในอนาคต โดยเป็นศักยภาพและทางเลือกที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ใช่การรับประกันว่าจะสามารถนำมารักษาโรคได้แน่นอนในทุกกรณี
เมื่อพิจารณาฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิด การเลือกธนาคารเซลล์ที่มีมาตรฐานจึงมีความสำคัญ เนื่องจากต้องดูแลรักษาคุณภาพเซลล์ในระยะยาว ข้อพิจารณาด้านมาตรฐานที่ควรทราบ มีดังนี้
การรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ธนาคารเซลล์ควรได้รับการรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ (Cell Bank) อย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุข
ระบบบริหารคุณภาพ การได้รับมาตรฐาน ISO 9001:2015 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
การรับรองระดับสากล การได้รับการรับรองจาก AABB ในฐานะ Stem Cell Bank เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพ รวมถึงได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP/GDP ตามหลักเกณฑ์ PIC/S
เทคโนโลยีการจัดเก็บ ระบบปิด (Closed System) ช่วยลดการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกระหว่างกระบวนการ เทคโนโลยี AXP AutoXpress Platform ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดแยกเซลล์ และกระบวนการแช่แข็งเซลล์ (Cryopreservation) ช่วยคงคุณภาพของสเต็มเซลล์ไว้ในระยะยาว
MEDEZE เป็นธนาคารสเต็มเซลล์ในไทยที่เปิดให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีกระบวนการจัดเก็บและดูแลเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขให้จัดอยู่ในกลุ่มยาภายใต้พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่การจัดเก็บจนถึงการนำไปใช้ในทางการแพทย์ ทั้งด้านการรักษาโรค การฟื้นฟูร่างกาย และเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด
ภูมิคุ้มกันบำบัดกับ MEDEZE ทางเลือกด้านเซลล์เพื่ออนาคต
ภูมิคุ้มกันบำบัดสะท้อนให้เห็นถึงอีกก้าวของการรักษามะเร็ง ที่นำศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมาใช้ต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยปัจจุบันมีหลายรูปแบบและสามารถนำมาใช้กับมะเร็งบางชนิดตามข้อบ่งชี้และการประเมินของแพทย์ แม้การรักษาอาจมีผลข้างเคียงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ก็ถือเป็นอีกทางเลือกสำคัญที่ช่วยเพิ่มแนวทางในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง
นอกจากการรักษาในวันที่เจ็บป่วยแล้ว การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตด้วยการฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดและ NK Cell กับธนาคารเซลล์ที่ได้มาตรฐาน ก็เป็นอีกแนวทางในการเก็บรักษาทางเลือกด้านเซลล์ไว้ เพื่อรองรับความก้าวหน้าทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในวันข้างหน้า
MEDEZE GROUP ธนาคารสเต็มเซลล์เจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ (Cell Bank) ในประเทศไทยตามกฎหมายราชกิจจานุเบกษาฉบับล่าสุด และยังได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุข พร้อมให้บริการจัดเก็บสเต็มเซลล์ภายใต้มาตรฐานสากลและเทคโนโลยีการจัดเก็บที่ทันสมัย ดูแลทุกขั้นตอนของการจัดเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดและเนื้อเยื่อสายสะดือทารก ภายใต้มาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการรับรองจาก AABB ด้วยเทคโนโลยีการคัดแยกและจัดเก็บเซลล์ขั้นสูง ภายใต้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AXP AutoXpress® Platform และระบบจัดเก็บแบบ Cryopreservation หรือการแช่แข็งเซลล์ เพื่อคงคุณภาพและศักยภาพของสเต็มเซลล์สำหรับในอนาคต
นอกจากนี้ สายการผลิตเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคมาจากเนื้อเยื่อไขมันผู้ใหญ่ (Human Adipose Tissue-derived MSC) ของ MEDEZE ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน GMDP PIC/S Certificate for Investigational Cell Therapy Products จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับการผลิตยาชีววัตถุที่ใช้ในการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1-2 สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานเซลล์บำบัดของ MEDEZE อย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด
ผู้ที่เหมาะกับภูมิคุ้มกันบำบัดต้องผ่านการตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น PD-L1 หรือ MSI-H/dMMR เพื่อประเมินโอกาสตอบสนองต่อการรักษาก่อน ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งทุกรายที่ตอบสนองต่อวิธีนี้ แพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาชนิด ระยะของมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วยประกอบการตัดสินใจ
ภูมิคุ้มกันบำบัดใช้เวลารักษานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล
ระยะเวลาที่เห็นผลของภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต้องใช้เวลาปรับตัวและทำงานต่อต้านเซลล์มะเร็ง เช่น ในการรักษามะเร็งปอดบางกรณีแพทย์อาจให้ยาต่อเนื่องหลายเข็มก่อนประเมินผล
ภูมิคุ้มกันบำบัดมีโอกาสสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
โอกาสตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นกับชนิดมะเร็ง ระยะโรค และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของผู้ป่วยแต่ละราย บางรายตอบสนองได้ดีและควบคุมโรคได้นาน แต่บางรายอาจตอบสนองน้อยหรือไม่ตอบสนอง จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามะเร็งระยะสุดท้ายจะหายขาดได้ด้วยวิธีนี้เสมอไป